เช็กก่อนสตาร์ท! ฝืนขับลุยน้ำจนเครื่องดับ ประกันจ่ายไหม

4 คนประกันภัย
เช็กก่อนสตาร์ท! ฝืนขับลุยน้ำจนเครื่องดับ ประกันจ่ายไหม

น้ำท่วมถนนแค่ครึ่งล้อ คิดว่าไปไหว เลยค่อยๆ เหยียบต่อ ผ่านไปได้ครึ่งทาง เครื่องดับกึก! สิ่งที่มือแทบทุกคนทำโดยอัตโนมัติคือ บิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ทซ้ำทันที

รู้ไหมว่าการกดสตาร์ทครั้งนั้น อาจเป็นจุดที่ทำให้เครื่องพังหนัก และทำให้เรื่องเคลมเครื่องยนต์ซับซ้อนขึ้นทันที บทความนี้จะเคลียร์ให้ชัดว่า ขับลุยน้ำจนเครื่องดับ ประกันจ่ายไหม จ่ายแค่ไหน และต้องทำอะไรถึงจะไม่เสียสิทธิ์

ประกันรถยนต์ประเภทไหนคุ้มครองภัยน้ำท่วมบ้าง?

ก่อนจะไปดูว่าขับท่าไหนเคลมได้หรือไม่ได้ หัวใจสำคัญข้อแรกอยู่ที่ หน้าตารางกรมธรรม์ ของคุณเอง

  • ประกันชั้น 1 : โดยทั่วไปคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม รวมถึงรถดับกลางน้ำ
  • ประกันชั้น 2+ และ 3+ : คุ้มครองเฉพาะกรณีที่ซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มไว้
  • ประกันชั้น 2 และ 3 แบบธรรมดา : ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถจากน้ำท่วม

จุดเสี่ยงที่สุด : ถ้าเครื่องดับแล้ว สตาร์ทซ้ำ จนเครื่องพัง บริษัทประกันอาจปฏิเสธค่าซ่อมส่วนเครื่องยนต์

ขับลุยน้ำจนเครื่องดับ ประกันจ่ายไหม? คำตอบคือ จ่าย แต่มีเงื่อนไข

ทั้งนี้ขึ้นกับ 2 อย่าง คือ ประเภทกรมธรรม์ที่ถืออยู่ และสาเหตุที่ทำให้เครื่องเสียหาย

ประกันชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วม

คปภ. ระบุว่ากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมโดยตรง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่คุ้มครองน้ำท่วม ไม่ได้แปลว่าจ่ายทุกกรณีแบบไม่ดูอะไรเลย บริษัทประกันจะพิจารณาสภาพความเสียหายและสาเหตุที่น้ำเข้ารถด้วย ว่าเกิดจากภัยธรรมชาติหรือเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากความประมาท

ความลับที่หลายคนไม่รู้ ตัวตัดสินอยู่ที่หลังเครื่องดับ

หลายคนกังวลแค่ว่า ลุยน้ำแล้วเคลมได้ไหม แต่จุดที่ทำให้เคลมยากจริงๆ มักเกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีหลังเครื่องดับ

ทำไมห้ามสตาร์ทซ้ำ

เครื่องยนต์ต้องการอากาศเพื่อเผาไหม้ ถ้าน้ำถูกดูดเข้าท่อไอดีจนถึงห้องเผาไหม้ เครื่องจะดับ เพราะน้ำอัดตัวไม่ได้เหมือนอากาศ

ถ้ากดสตาร์ทซ้ำตอนที่มีน้ำค้างในกระบอกสูบ ลูกสูบจะพยายามดันขึ้นไปชนน้ำ อาการนี้เรียกว่า Hydraulic Lock หรือ Hydrolock ผลที่ตามมาคือ

  • ก้านสูบงอ
  • เสื้อสูบแตกร้าว
  • ระบบไฟฟ้าและกล่อง ECU ลัดวงจร

จากที่น้ำแค่เข้าไปค้าง กลายเป็นเครื่องพังหนักในเสี้ยววินาที

เครื่องดับเอง vs สตาร์ทซ้ำ ประกันมองต่างกันยังไง

  • เครื่องดับเองจากเหตุสุดวิสัย  : ถือเป็นความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม เข้าเงื่อนไขพิจารณาเคลมตามกรมธรรม์
  • สตาร์ทซ้ำจนเครื่องพัง : ถ้าบริษัทประกันตรวจพบว่าความเสียหายหนักขึ้นเพราะผู้ขับพยายามสตาร์ทเอง อาจถูกมองว่าทำให้ทรัพย์สินเสียหายเพิ่ม และปฏิเสธค่าซ่อมส่วนเครื่องยนต์ได้

สรุปง่ายๆ คือ ความเสียหายจากน้ำ ประกันดูแล แต่ความเสียหายที่คุณทำเพิ่มเองหลังเกิดเหตุ อาจไม่อยู่ในความคุ้มครอง

ฝืนขับ ลุยน้ำลึก ประกันมองว่าประมาทไหม

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ขึ้นกับข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ 

สิ่งที่พูดได้แน่นอน คือ บริษัทประกันพิจารณาสาเหตุของความเสียหายเสมอ เคสที่มักไม่มีปัญหาคือ ขับไปตามปกติแล้วน้ำขึ้นเร็ว หรือติดอยู่ในจุดที่ไม่มีทางเลี่ยง ส่วนเคสที่เสี่ยงถูกตั้งคำถามคือ เห็นอยู่แล้วว่าน้ำลึกเกินกว่ารถจะผ่านได้ แต่ยังตั้งใจขับเข้าไป

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจสำหรับรถเก๋งหรือรถใต้ท้องต่ำ ถ้าน้ำเริ่มสูงถึงครึ่งล้อหรือมีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ควรขับผ่าน เพราะน้ำกระเด็นเข้าห้องเครื่อง ท่อไอดี หรือระบบไฟฟ้าได้ง่าย

ถ้าไม่แน่ใจ ทางที่ดีที่สุดคือโทรถามบริษัทประกันก่อนลุย หรือเลี่ยงเส้นทางไปเลย เสียเวลาสิบนาทีดีกว่าเสียเครื่องทั้งเครื่อง

รถดับกลางน้ำ ทำตาม 6 ขั้นตอนนี้ ไม่เสียสิทธิ์เคลม

  1. ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด ปิดสวิตช์ ดึงกุญแจออก หรือดับระบบไว้
  2. เปิดไฟฉุกเฉิน ให้รถคันอื่นเห็น ถ้าน้ำขึ้นเร็วให้ออกจากรถไปที่ปลอดภัยก่อน ชีวิตสำคัญกว่ารถ
  3. ถ่ายรูปและวิดีโอเก็บหลักฐาน ให้เห็นป้ายทะเบียน ระดับน้ำเทียบกับตัวรถ และสภาพแวดล้อมรอบๆ
  4. โทรแจ้งบริษัทประกัน ให้ส่งรถยกมารับ ถ้าน้ำสูงเกินครึ่งล้อ ควรใช้รถยกแบบสไลด์ (Flatbed) มากกว่าการลาก
  5. ถ้าน้ำไม่สูงมากและจำเป็นต้องขยับรถ ให้ปลดเกียร์ว่างแล้วช่วยกันเข็น ไม่ใช้เครื่องยนต์
  6. ไม่ต้องจอดรอเจ้าหน้าที่ที่จุดเกิดเหตุ น้ำท่วมถือเป็นเคลมแห้ง ย้ายรถไปที่ปลอดภัยได้ทันที ขอแค่มีหลักฐานครบ

ประกันจ่ายแค่ไหน ซ่อม หรือจ่ายเต็มทุน

สำหรับประกันชั้น 1 การจ่ายค่าเสียหายจากน้ำท่วมแบ่งเป็น 2 กรณีหลัก

  • เสียหายบางส่วน (Partial Loss) : ค่าซ่อมประเมินแล้วไม่เกิน 70% ของทุนประกัน บริษัทจะจ่ายค่าซ่อมและอะไหล่ตามจริง เช่น ซักเบาะ เปลี่ยนพรม ซ่อมระบบไฟ
  • เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) : ค่าซ่อมเกิน 70% ของทุนประกัน มักเกิดเมื่อน้ำท่วมสูงเกินห้องโดยสารหรือมิดหลังคา บริษัทจะจ่ายเต็มทุนประกันและรับซากรถไป

ตัวเลขที่ได้จริงขึ้นกับทุนประกันในกรมธรรม์ของแต่ละคน และอาจมีค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไข

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจลุยน้ำ

  • น้ำสูงเกินครึ่งล้อหรือยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่าลุย
  • มีเส้นทางเลี่ยงไหม ส่วนใหญ่เลนซ้ายสุดน้ำลึกที่สุด เพราะถนนลาดให้น้ำไหลลงข้างทาง
  • ถ้าต้องลุยจริง ใช้ความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ เกียร์ต่ำ ไม่เร่งให้เกิดคลื่นน้ำ
  • ทิ้งระยะห่างจากคันหน้ามากกว่าปกติ 2–3 เท่า เพราะเบรกจะทำงานได้น้อยลง
  • รู้เบอร์ศูนย์รับแจ้งเคลมของบริษัทประกันตัวเอง และรู้ว่าประกันรถชั้นไหน คุ้มครองน้ำท่วมหรือเปล่า

FAQ คำถามที่คนค้นบ่อย เรื่องรถดับกลางน้ำกับประกัน

Q : รถดับกลางน้ำ เคลมประกันชั้น 1 ได้ไหม

A :  ได้ ประกันชั้น 1 คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม แต่บริษัทจะพิจารณาสาเหตุและสภาพความเสียหายประกอบ โดยเฉพาะเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากความประมาท 

Q : เครื่องดับแล้วสตาร์ทซ้ำไปแล้ว ยังเคลมได้ไหม

A : ยังแจ้งเคลมได้ และควรแจ้งตามจริง แต่ถ้าตรวจพบว่าเครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้นจากการสตาร์ท บริษัทประกันอาจปฏิเสธค่าซ่อมส่วนที่เสียหายจากการสตาร์ทซ้ำ  ส่วนอื่นที่เสียหายจากน้ำยังพิจารณาตามปกติ

Q : ประกันชั้น 2+ และ 3+ คุ้มครองน้ำท่วมไหม

A : คุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มไว้ ถ้าไม่ได้ซื้อ ความเสียหายของตัวรถจากน้ำท่วมจะไม่ได้รับความคุ้มครอง

Q : ต้องรอเจ้าหน้าที่ประกันมาดูที่จุดเกิดเหตุไหม

A : ไม่จำเป็น น้ำท่วมถือเป็นเคลมแห้ง ย้ายรถไปที่ปลอดภัยได้เลย ขอแค่ถ่ายรูปและวิดีโอให้เห็นทะเบียน ระดับน้ำ และสภาพรอบตัวรถไว้ก่อน

Q : น้ำเข้าท่อไอเสีย แต่เครื่องไม่ดับ ต้องทำยังไง

A : ปิดแอร์ แล้วขับต่อด้วยความเร็วต่ำและสม่ำเสมอจนพ้นน้ำ ความร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียจะช่วยไล่น้ำออก ถ้ามีอาการผิดปกติหลังจากนั้น ให้เข้าศูนย์ตรวจเช็ก

Q : ประกันจ่ายเต็มทุนเมื่อไร

A : เมื่อประเมินค่าซ่อมแล้วเกิน 70% ของทุนประกัน ถือเป็นความเสียหายสิ้นเชิง บริษัทจะจ่ายเต็มทุนประกันและรับซากรถไป

การเตรียมความพร้อมรับมือหน้าฝนที่ดีที่สุด นอกจากการสังเกตระดับน้ำแล้ว คือการเลือกทำประกันภัยที่คุ้มครองครอบคลุมทุกสถานการณ์จริง

เพิ่มความอุ่นใจในทุกเส้นทางด้วย ประกันรถยนต์ชั้น 1 จาก ทิพยประกันภัย  ที่พร้อมดูแลคุณในทุกวิกฤต คุ้มครองครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุและภัยน้ำท่วม พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ดูแผนและรายละเอียดความคุ้มครองได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1736

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 

*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง