อย่าเพิ่งสตาร์ท! 4 สิ่งต้องทำทันทีหลังน้ำลด ก่อนประกันไม่จ่าย

4 คนประกันภัย
อย่าเพิ่งสตาร์ท! 4 สิ่งต้องทำทันทีหลังน้ำลด ก่อนประกันไม่จ่าย

ใจเต้นรัวกันทุกคนเมื่อเดินออกมาเห็นรถคันเก่งแช่อยู่ในคราบโคลนหลังน้ำลด ความคิดแรกของคนส่วนใหญ่คือ ขอลองบิดกุญแจดูหน่อยซิว่าเครื่องยังติดไหม

หยุดก่อน! เพราะการสตาร์ทครั้งเดียวนั้น อาจเปลี่ยนรถที่ซ่อมได้ให้กลายเป็นเครื่องพัง และอาจทำให้การ เคลมประกันรถน้ำท่วม ยุ่งยากกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่า

ตอนนี้หลายพื้นที่กำลังเจอเรื่องนี้จริงๆ ข้อมูลจาก ปภ. ณ วันที่ 30 ก.ย. 2569 ระบุว่ามีสถานการณ์อุทกภัยใน 31 จังหวัดรวมกรุงเทพฯ กระทบกว่า 1,041,307 ครัวเรือน ขณะที่หลายจุดน้ำเริ่มลดลง เจ้าของรถจำนวนมากจึงกำลังยืนอยู่ตรงจุดเดียวกัน คือ จะเริ่มยังไงดี

แล้วอะไรคือสิ่งที่ต้องทำก่อน-หลัง เพื่อรักษาทั้งสภาพรถและสิทธิ์การเคลมให้ได้เงินชดเชย สรุป 4 สิ่งที่ต้องทำตามลำดับ อิงแนวทางของ สำนักงาน คปภ. ที่ประกาศช่วงน้ำท่วมรอบนี้ อ่านจบแล้วทำตามได้ทันที

4 สิ่งต้องทำทันทีหลังน้ำลด ก่อนเคลมประกันรถน้ำท่วม

1. ห้ามสตาร์ท ห้ามเปิดไฟ และอย่าขับรถออกเอง

นี่คือข้อที่คนพลาดกันมากที่สุด และเป็นข้อที่เสียหายหนักที่สุดด้วย

ทำไม รถจมน้ำห้ามสตาร์ท? เพราะถ้ามีน้ำเข้าไปค้างในห้องเผาไหม้ ตอนลูกสูบอัดขึ้นมา น้ำจะไม่ยุบตัวเหมือนอากาศ แรงอัดที่สะท้อนกลับอาจทำให้ก้านสูบคดหรือเครื่องเสียหายหนัก ช่างเรียกอาการนี้ว่า Hydrolock จากเดิมที่อาจแค่ล้างเครื่องและเปลี่ยนน้ำมัน กลายเป็นต้องผ่าเครื่องทันที

เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ ความเสียหายส่วนที่เกิดจากการสตาร์ท อาจถูกบริษัทประกันพิจารณาแยกจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมโดยตรง ทำให้ต้องพิสูจน์กันยาว หรือได้ค่าสินไหมไม่ครบอย่างที่คิด รายละเอียดขึ้นกับเงื่อนไขกรมธรรม์แต่ละฉบับ แต่ทางที่ปลอดภัยที่สุดคืออย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก

สิ่งที่ควรทำแทน

  • อย่าบิดกุญแจหรือกดปุ่ม Start แม้แค่จะลองดูว่าไฟหน้าปัดติดไหม
  • ถอดขั้วลบแบตเตอรี่ ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย เพื่อลดโอกาสไฟฟ้าลัดวงจร
  • อย่าเข็นหรือลากรถเอง ให้บริษัทประกันส่งรถยกมาเคลื่อนย้ายไปอู่หรือศูนย์
  • เปิดประตู-กระจกระบายความชื้น ถ้าพื้นที่ปลอดภัย เพื่อลดกลิ่นอับและเชื้อรา

2. ถ่ายรูปและวิดีโอเก็บหลักฐานให้ครบ

หลักฐานคือสิ่งที่ทำให้การเคลมเดินเร็ว คปภ. แนะนำให้ถ่ายรถทั้งภายนอก ภายใน ห้องเครื่อง พร้อมระดับน้ำและรอยคราบน้ำ

เช็กลิสต์ภาพที่ควรมี

  • ภาพรวมรถ 4 ด้าน ให้เห็นป้ายทะเบียนชัด
  • ภาพตอนรถยังจมน้ำ ถ้ามี (เทียบกับเสาไฟ รั้ว หรือล้อ ช่วยบอกระดับน้ำได้ดี)
  • รอยคราบน้ำ บนประตู เบาะ คอนโซล แผงหน้าปัด
  • ห้องเครื่อง และพรมพื้นรถที่เปียก
  • วิดีโอเดินรอบคัน 1 รอบ ระบุวันที่และสถานที่

เคล็ดลับ : เปิดตำแหน่ง (Location) ในกล้องมือถือไว้ ไฟล์จะบันทึกวันเวลาและพิกัดให้อัตโนมัติ

3. แจ้งเคลมกับบริษัทประกันให้เร็วที่สุด

โทรแจ้งทันทีที่ปลอดภัย ไม่ต้องรอให้น้ำแห้งสนิท ข้อมูลที่ควรเตรียมไว้ตอนโทร

  • เลขที่กรมธรรม์ และทะเบียนรถ
  • วัน เวลา และสถานที่ที่รถจมน้ำ
  • ระดับน้ำโดยประมาณ (ถึงพรม ถึงเบาะ หรือมิดคัน)
  • จดเลขเคลม (Claim No.) ไว้ทุกครั้ง ใช้ติดตามสถานะ

สำหรับลูกค้าทิพยประกันภัย แจ้งเคลมรถยนต์และขอรถยกได้ที่ 1736 กด 1 หรือ LINE @dhipayainsurance

ข่าวดีคือในน้ำท่วมรอบนี้ คปภ. กำชับให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมให้เสร็จใน 7 วัน สำหรับกรณีที่พิสูจน์ความเสียหายได้ชัดเจน ยิ่งหลักฐานจากข้อ 2 ครบ เคสของเรายิ่งเข้าข่ายชัดเจนได้ง่าย

4. เช็กความคุ้มครอง และเตรียมเอกสารเคลมประกันรถน้ำท่วม

เปิดกรมธรรม์ดูก่อนว่าถือประกันชั้นไหน หาเล่มไม่เจอก็เช็กผ่าน LINE @OICCONNECT คปภ.รอบรู้ เมนูกรมธรรม์ของฉันได้

เอกสารเคลมประกันรถน้ำท่วม ที่มักถูกขอ

  • สำเนาบัตรประชาชนผู้เอาประกัน
  • สำเนาทะเบียนรถ (เล่มน้ำเงิน)
  • ภาพถ่ายและวิดีโอความเสียหาย
  • เลขกรมธรรม์และเลขเคลม
  • ถ้ารถยังติดไฟแนนซ์ อาจต้องมีเอกสารจากสถาบันการเงินเพิ่ม

เอกสารจริงอาจต่างกันในแต่ละบริษัท ถามเจ้าหน้าที่ตอนแจ้งเคลมเลยว่าต้องใช้อะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องวิ่งหลายรอบ

ประกันชั้นไหนจ่ายรถน้ำท่วม? และความเสียหายแบ่งกี่ระดับ

คปภ. ระบุว่า ประกันชั้น 1 คุ้มครองน้ำท่วม ส่วนชั้น 2+ และ 3+ ต้องเช็กว่าซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มไว้หรือไม่

  • ชั้น 1 คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วม
  • ชั้น 2+ / 3+ คุ้มครองเฉพาะกรณีซื้อภัยน้ำท่วมเพิ่ม (ต้องเปิดดูกรมธรรม์)
  • ชั้น 2, ชั้น 3 และ พ.ร.บ. โดยทั่วไปไม่คุ้มครองตัวรถจากน้ำท่วม

ระดับความเสียหายรถน้ำท่วม A–E

คปภ. มีแนวปฏิบัติแบ่งความเสียหายตามระดับน้ำที่เข้ารถ

ระดับน้ำท่วมถึงค่าซ่อมประมาณ (บาท)
Aพรมพื้นรถ8,000–10,000
Bเบาะนั่ง15,000–20,000
Cส่วนล่างของคอนโซล25,000–30,000
Dส่วนบนของคอนโซล30,000 ขึ้นไป
Eจมทั้งคันประเมินตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ถ้าเข้าข่ายเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณตามแนวปฏิบัติ ค่าซ่อมจริงขึ้นกับรุ่นรถและสภาพหลังตรวจ

สังเกตไหมว่า ภาพถ่ายระดับน้ำจากข้อ 2 สำคัญแค่ไหน เพราะมันคือตัวกำหนดว่ารถเราอยู่ระดับไหนตั้งแต่ต้น

FAQ คำถามที่คนค้นหาบ่อยเรื่องเคลมประกันรถน้ำท่วม

Q : รถจมน้ำ ลองสตาร์ทไปแล้ว ยังเคลมได้ไหม?

A : ยังแจ้งเคลมได้ ให้แจ้งบริษัทประกันตามจริงว่าสตาร์ทไปแล้ว และหยุดใช้รถทันที แต่ความเสียหายของเครื่องยนต์ส่วนที่เกิดจากการสตาร์ทอาจถูกพิจารณาแยก ขึ้นกับผลตรวจและเงื่อนไขกรมธรรม์

Q : ประกันชั้น 1 เคลมรถน้ำท่วมต้องเสียค่า Excess ไหม?

A : ประกันรถยนต์ชั้น 1 ไม่ต้องจ่ายค่า Excess แต่อาจจะต้องจ่าย Deductible (หากกรมธรรม์ของลูกค้าระบุไว้) 

Q : น้ำท่วมแค่พรม ต้องแจ้งเคลมไหม?

A : ควรแจ้ง เพราะน้ำระดับพรม (ระดับ A) ก็ทำให้กล่องควบคุมหรือสายไฟใต้พื้นเสียหายได้ และอาจลามเป็นปัญหาไฟฟ้าหรือเชื้อราภายหลัง

Q : เคลมน้ำท่วมกี่วันได้เงิน?

A : ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ คปภ. กำชับให้บริษัทประกันจ่ายให้เสร็จใน 7 วัน นับจากวันที่ส่งเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง สำหรับกรณีที่ความเสียหายพิสูจน์ได้ชัดเจน

Q : เพิ่งซื้อประกันหลังน้ำท่วม จะเคลมย้อนหลังได้ไหม?

A : ไม่ได้ ประกันคุ้มครองเฉพาะเหตุที่เกิดหลังกรมธรรม์เริ่มมีผลเท่านั้น

ยังไม่มีประกันที่คุ้มครองน้ำท่วม? เริ่มก่อนฝนรอบหน้า น้ำท่วมสอนเราว่า ประกันที่ดีไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้องคุ้มครองตอนที่ต้องใช้จริง ประกันรถยนต์ชั้น 1 จาก ทิพยประกันภัย คุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งภัยน้ำท่วมและอุบัติเหตุรอบด้าน พร้อมบริการแจ้งเคลมและรถยกตลอด 24 ชั่วโมง ดูแผนและรายละเอียดความคุ้มครองได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1736

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 

*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง